ยาฆ่าแมลง

เกร็ดความรู้ เพื่อการศึกษา และ การพัฒนา ด้านการเกษตร

ยาฆ่าแมลง สารขับไล่แมลง

ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าแมลงเกือบทุกชนิดมีผลข้างเคียงกับระบบนิเวศ ยาฆ่าแมลงหลายชนิดเป็นอันตรายกับมนุษย์ ยาฆ่าแมลง เป็นสารที่ใช้ฆ่า กำจัด หรือลดการแพร่พันธุ์ของแมลง ยาฆ่าแมลงใช้ในการเกษตรกรรม อุตสาหกรรม การแพทย์ และ ใช้ในครัวเรือน การใช้ยาฆ่าแมลงเชื่อว่าเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร


สมุนไพร หมายถึง ผลิตผลธรรมชาติ ผสมกับสารอื่นตามตำรับยา เช่น ได้จาก พืช สัตว์ และ แร่ธาตุ ที่ใช้เป็นยา เพื่อบำบัดโรค บำรุง ร่างกาย หรือใช้เป็นยาพิษ หากนำเอาสมุนไพรตั้งแต่สองชนิดขึ้นไปมาผสมรวมกันซึ่งจะเรียกว่า ยา ในตำรับยา นอกจากพืชสมุนไพรแล้วยังอาจประกอบด้วยสัตว์และแร่ธาตุอีกด้วย เราเรียกพืช สัตว์ หรือแร่ธาตุที่เป็นส่วนประกอบของยานี้ว่า เภสัชวัตถุ พืชสมุนไพรบางชนิด เช่น กานพลู กระวาน เร่ว และจันทน์เทศ เป็นต้น

การทดลองเกี่ยวกับสารสกัดที่ได้จากพืชเพื่อนำ ไปปราบแมลงศัตรูพืชนั้น ในต่างประเทศได้ทำ มาแล้วเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การทดลองค้นคว้าเกี่ยวกับการใช้เมล็ดสะเดาทั้งที่เป็นเมล็ดสด และ
จากที่สกัดเอาสารพิษออกมาใช้เป็นสารฆ่าแมลง โดยได้ทดลองกับแมลงศัตรูพืชหลายต่อหลายชนิดด้วยกัน และอย่างน้อยที่สุดได้มีการประชุมนานาชาติเกี่ยวกับเรื่องนี้ไม่น้อยกว่าสองครั้งมาแล้ว สำหรับในประเทศไทยเราได้มีผู้ทำ การทดลองไว้บ้าง เช่น กองวัตถุมีพิษทางเกษตรได้ทดลองเช่น

1. สาบเสือ นำ ใบสาบเสือแห้ง 400 กรัม ตำ ให้ละเอียดผสมกับนํ้า 3 ลิตร ต้ม 10 นาที ทำให้เย็นแล้วกรองเอากากทิ้งแล้วนำ ไปพ่นในแปลงมะเขือเปราะ สามารถกำ จัดเพลี้ยอ่อนได้ดี และพ่นใน
แปลงผักสามารถป้องกันกำ จัดหนอนกระทู้ผักได้ดี

2. หนอนตายหยาก นำ รากหนอนตายหยากมาสับให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ ผึ่งให้แห้งแล้วชั่งนํ้าหนักให้ได้เป็นชิ้นเล็ก ๆ ผึ่งให้แห้งแล้วชั่งนํ้าหนักให้ได้ 200 กรัม หมักในนํ้า 1 ลิตร ทิ้งไว้ค้างคืน กรองเอา
กากออกแล้วนำ ไปฉีดพ่นในแปลงผัก สามารถป้องกันหนอนหลอดหอมได้ดีส่วนทางกองกีฏและสัตววิทยาได้ทดสองการเปรียบเทียบประสิทธิภาพของเชื้อไวรัสกับสารพิษ
จากพืช (โล่ติ๊นกับยาสูบ) เพื่อกำ จัดหนอนเจาะสมอฝ้ายและหนอนหลอดหอม และการทดสอบการใช้เชื้อไวรัสร่วมกับสารพิษจากพืช (โล่ติ๊นและยาสูบ) ผลปรากฎเบื้องต้นว่าในการเปรียบเทียบการใช้เชื้อไวรัสไม่ว่าหนอนเจาะสมอฝ้ายหรือหนอนหอมจะมีเปอร์เซ็นต์การตายมากกว่าใช้สารพิษจากพืช ส่วนการทดสองการใช้เชื้อไวรัสร่วมกับสารพิษจากพืชผล ปรากฎว่า เปอร์เซ็นต์การตายของหนอนหลอด
หอม

3. ขมิ้นชัน ใช้ขมิ้นชันแห้งครึ่งกิโลกรัมตำ ให้ละเอียดหมักในนํ้า 2 ลิตร ค้างคืน แล้วกรองเอากากทิ้งนำ ส่วนที่สะกัดได้ 200 มิลลิเมตร ผสมกับนํ้า 2 ลิตร ฉีดพ่นในแปลงผัก สามารถป้องกันกำ จัด
หนอนใยผักและหนอนกระทู้ผักได้ดี

4. โล่ติ๊น นำ รากโล่ติ๊นอายุ 3-5 ปี สับให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วตากแห้ง ชั่งนํ้าหนักให้ได้ครึ่งกิโลกรัม หมักกับนํ้า 20 ลิตร ทิ้งไว้ค้างคืน กรองอากาศออกแล้วนำ ไปฉีดพ่นในแปลงข้าวโพด สามารถ
ลดการระบาดของตั๊กแตนปาทังกาได้นอกจากนี้รากโล่ติ๊น 300 กรัม หมักในนํ้า 20 ลิตร สามารถกำ จัดหนอนม้วนใบถั่วลิสงได้

5. สะเดา นำ ใบสะเดาแก่ (สด) 200 กรัม ตำ ให้ละเอียดหมักในนํ้า 1 ลิตร ทิ้งไว้ 2 คืนกรองเอากากออก แล้วนำ ไปฉีด ในแปลงผัก สามารถป้องกันกำจัดหนอนกระทู้ผักและหนอนใยผักได้

ขอขอบคุณ ข้อมูลจากเว็บไซต์ http://www.eto.ku.ac.th/

การสกัดสารธรรมชาติ รายละเอียดเพิ่มเติม ของสารสะเดา


สารสะเดา
นอกจากการควบคุมศัตรูพืชโดยชีววิธีที่ใช้ศัตรูธรรมชาติแล้ว ยังมีสารธรรมชาติทั้งที่สกัดจากพืช เช่น สะเดา หาง
ไหล ตะไคร้หอม และที่สกัดจากสัตว์ เช่น ไคโตซาน ที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการควบคุมศัตรูพืชได้ การใช้สาร
ธรรมชาติควบคุมศัตรูพืชไม่ถือเป็นการควบคุมศัตรูพืชโดยชีววิธี เนื่องจากไม่ได้ใช้สิ่งมีชีวิตโดยตรง แต่เป็นสารพิษที่สกัด
จากสิ่งมีชีวิต และมีพิษต่อศัตรูธรรมชาติ
ประโยชน์ นำไปใช้ควบคุมแมลงได้หลายชนิด
ผลของสารสกัดสะเดาต่อแมลง สารสกัดจากสะเดามีผลต่อการป้องกันและกำจัดแมลงแตกต่างกันออกไป
สารอะซาดิแรคตินจะออกฤทธิ์ในการป้องกันและกำจัดแมลงมากที่สุด ซึ่งมีผลต่อแมลงทุกระยะการเจริญเติบโต แต่
ระยะตัวอ่อนหรือตัวหนอนจะอ่อนแอมากที่สุด ผลของสารสกัดสะเดาสรุปได้ดังนี้
1. ยับยั้งการเจริญเติบโตของไข่ หนอน และ ดักแด้
2. ทำให้หนอนหรือตัวอ่อนไม่ลอกคราบ
3. เป็นสารไล่ตัวหนอนและตัวเต็มวัย
4. ทำให้หนอนไม่กลืนอาหาร (ลดการเคลื่อนตัวของกระเพาะอาหาร) ยับยั้งการกินอาหาร
5. ยับยั้งการวางไข่ของตัวเต็มวัย และทำให้การผลิตไข่น้อยลง
6. รบกวนการผสมพันธุ์และการสื่อสารเพื่อการผสมพันธุ์
ข้อจำกัดของการใช้สารสกัดจากสะเดา
1) สารสกัดจากสะเดา สามารถฆ่าแมลงได้บางชนิด โดยเฉพาะแมลงในระยะตัวเต็มวัยจะฆ่าได้น้อย
2) ในช่วงที่เกิดการระบาดรุนแรง การใช้สารสกัดสะเดาเพียงอย่างเดียวไม่สามารถลดความเสียหายได้ทันที
เนื่องจากสะเดาไม่สามารถฆ่าแมลงให้ตายทันทีเหมือนสารเคมี
3) สารสกัดจากสะเดา สลายตัวค่อนข้างเร็ว ดังนั้นควรฉีดพ่นทุก 5-7 วัน/ครั้ง จำนวน 3-4 ครั้งต่อเนื่อง แต่
ถ้าฉีดพ่นในโรงเก็บไม่ถูกแสงแดด สามารถออกฤทธิ์ป้องกันกำจัดแมลงได้อย่างน้อย 3 สัปดาห์
4) ในขณะฉีดพ่น ควรปรับหัวฉีดให้เป็นฝอยมากที่สุด
5) ให้ฉีดพ่นในช่วงระยะแสงแดดอ่อน หรือช่วงเย็นเท่านั้น
หลักการใช้สารสกัดสะเดาต้องเข้าใจก่อนว่า สารสกัดสะเดาไม่มีผลทำให้แมลงตายทันที แต่มีผลระยะยาว คือ
ทำให้แมลงลดลงและสลายตัวเร็ว จึงใช้ป้องกันกำจัดได้ผลดีในแมลงบางชนิดเท่านั้น แมลงที่ใช้สารสกัดสะเดาได้ผล
แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ
1. ใช้ได้ผลดี ได้แก่ หนอนผีเสื้อกัดกินใบชนิดต่าง ๆ หนอนกระทู้หอม (หนอนหนังเหนียว) หนอนใยผัก
หนอนชอนใบ หนอนม้วนใบ หนอนบุ้ง หนอนแก้ว หนอนหัวกะโหลก เพลี้ยอ่อน เพลี้ยไก่แจ้เป็นต้น การป้องกันกำจัด
แมลงกลุ่มนี้สามารถใช้สารสกัดสะเดาเพียงอย่างเดียวก็เพียงพอ ไม่จำเป็นต้องใช้สารฆ่าแมลงสังเคราะห์ฉีดสลับในช่วงที่
แมลงระบาด
2. ใช้ได้ผลปานกลาง ได้แก่ หนอนเจาะสมอฝ้าย หนอนเจาะต้นถั่ว หนอนเจาะดอกกล้วยไม้ หนอนเจาะ
ผลมะเขือ หนอนเจาะยอดคะน้า แมลงวันทอง เพลี้ยจักจั่น เพลี้ยไฟ แมลงหวี่ขาว ไรแดง เป็นต้น ถ้าแมลงกลุ่มนี้
ระบาดและพืชมีความเสียหายมาก การใช้สารสกัดสะเดาอย่างเดียวจะไม่ได้ผล ต้องใช้สารฆ่าแมลงสังเคราะห์ (สารเคมี)
หรือเชื้อรากำจัดแมลง เช่น เมตาไรเซียม และบิวเวอเรียฉีดสลับในช่วงที่มีการระบาดร่วมด้วย 1-2 ครั้ง จากนั้นจึงฉีด

สารสกัดสะเดา
3. ใช้ได้ผลค่อนข้างน้อยหรือไม่ได้ผล ได้แก่มวนแดง มวนเขียว ด้วงปีกแข็งกัดกินใบ หมัดกระโดด ไร
สนิม เป็นต้น
วิธีการใช้ ใช้สารสกัดสะเดาฉีดพ่นเมื่อสำรวจพบไข่ หรือตัวหนอน 1-2 ตัว/ต้น การใช้สะเดาให้ได้ผลดีควรใช้ในตอน
เย็น เนื่องจากสารอะซาดิแรคตินในสะเดาจะเสื่อมคุณภาพได้ง่ายเมื่อถูกแสงแดด สำหรับแมลงที่ช่วงตัวอ่อนอาศัยอยู่ใน
ดิน เช่น ด้วงหมัดผัก เต่าแตง ให้ใช้สะเดาบดหว่านให้ทั่วแปลงปลูก ก่อนปลูกพืช 2 สัปดาห์ ในอัตรา 8-10 กก./ไร่
และโรยทับปากหลุมเมื่อปลูกพืช ในอัตรา 3-5 กรัม/หลุม (ประมาณ ½ ช้อนแกง)
การสกัดสารสะเดา สามารถทำได้ 2 วิธี
1. สกัดด้วยน้ำ มีวิธีการดังนี้
วัสดุอุปกรณ์ 1) เมล็ดสะเดาบด 1 กิโลกรัม
2) น้ำสะอาด 20 ลิตร
3) ถังหมัก (ควรใช้ถังพลาสติก)
วิธีการสกัด
1) นำเมล็ดสะเดาบด 1 กิโลกรัม นำไปแช่ในน้ำ 20 ลิตร คนให้เข้ากัน หมักทิ้งไว้เป็น 1-2 คืน
2) คั้นเอากากสะเดาออกให้เหลือเฉพาะน้ำสะเดาเข้มข้น กรองด้วยผ้าขาวบางซ้อนกันหลายๆ ชั้น เพื่อแยก
กากออกจากน้ำ
3) นำน้ำสกัดสะเดาที่ได้ ไปเก็บไว้ในภาชนะทึบแสงหรือขวดสีชาอย่าให้โดนแสงแดด
วิธีการนำไปใช้
1) ใช้น้ำสกัดสะเดา จำนวน 500 ซีซี (ครึ่งลิตร) ผสมกับน้ำ 20 ลิตร (1 ปี๊บ) และผสมสารจับใบ
2) ปรับหัวฉีดให้เป็นฝอยละเอียด แล้วฉีดพ่นบริเวณที่มีศัตรูพืชทำลาย โดยฉีดพ่นประมาณ 3-4 ครั้ง ห่าง
กัน 5-7 วัน/ครั้ง และควรฉีดพ่นขณะที่แสงแดดอ่อนๆ
3) กากของสะเดานำไปหว่านไว้ในแปลงปลูก
2. สกัดด้วยแอลกอฮอล์ (เหล้าขาว)
วัสดุอุปกรณ์ 1) เมล็ดสะเดาบด 5 กิโลกรัม
2) เหล้าขาว 6 ขวด
3) น้ำสะอาด 7 ลิตร
4) น้ำส้มสายชู 5% 1 ขวด
5) ถังหมัก (ควรใช้ถังพลาสติก)

วิธีการสกัด
1) นำเมล็ดสะเดาบด 5 กิโลกรัม ผสมกับเหล้าขาว 4 ขวด และน้ำส้มสายชู ½ ขวด คลุกเคล้าให้เข้ากัน
แล้วหมักในภาชนะที่มีฝาปิดสนิท เป็นเวลานาน 1 วัน
2) เติมน้ำสะอาด 5 ลิตร หมักไว้ในที่ร่มไม่โดนแสงแดดนาน 3 วัน (เปิดคนวันละครั้ง)
3) กรองเอาน้ำสกัดที่ได้ครั้งแรกเก็บไว้ในภาชนะทึบแสงอย่าให้โดนแสงแดด
4) นำกากเมล็ดสะเดาบดมาหมักกับเหล้าขาวอีก 2 ขวด และน้ำส้มสายชู ½ ขวด นาน 1 วัน
5) เติมน้ำสะอาด 2 ลิตร แล้วหมักไว้ 3 วัน (เปิดคนวันละครั้ง)
6) กรองเอาน้ำที่สกัดใส่ภาชนะ
7) นำน้ำสกัดที่ได้ทั้ง 2 ครั้ง เทรวมกันแล้วเก็บไว้ในภาชนะทึบแสง อย่าให้โดนแสงแดด

การนำไปใช้
1) ใช้น้ำสกัดสะเดา 20-30 ซีซี (1-2 ช้อนโต๊ะ) ต่อน้ำ 20 ลิตร ผสมสารจับใบ (ตามคำแนะนำบนฉลาก)
ฉีดพ่นทุก 3-5 วัน จำนวน 3-4 ครั้งต่อเนื่อง
2) กากของสะเดา สามารถนำไปใช้หว่านลงแปลง
3) การฉีดพ่น ควรทำในช่วงแสงแดดอ่อน

ขอขอบคุณ ข้อมูลบางส่วนจาก pmc06.doae.go.th/

สินค้าของเรา สารป้องกันกำจัดโรคพืช

เราจำหน่ายขายส่ง และ ขายปลีก สารกำจัดโรคพืช สารป้องกัน กำจัดโรคพืช ผลิตด้วยเทดโนโลยี่สมัยใหม่ เป็นสารเพิ่มประสิทธิภาพ เพื่อป้องกัน และ กำจัดโรคพืช สารกำจัดโรคพืช จึงมีประสิทธิภาพสูง ในการกำจัดโรคพืช ได้อย่างฉับพลัน ไมมีสารพิษตกค้างในผลผลิต และ สามารถใช้ได้ผลดีกับพืชทุกชนิด

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือ ต้องการ ติดต่อขอเป็นตัวแทนจำหน่าย ได้ที่
ติดต่อเรา TEL 098-746-4793 (AIS) , TEL 097-193-7840 (TRUE)
Line id: zateer , Line@: @zateer (ใส่แอดด้วยนะคะ) คุณน้อง

ต้องการสั่งซื้อ สารป้องกันกำจัดโรคพืช คลิกที่นี่เลยค่ะ